เมื่อปลายปีก่อน ตอนที่มารายงานตัวที่กรมฯ ก็มาพักอยู่กรุงเทพ 2-3 วัน

ไอ้ผู้ชายที่เรารู้จักทางเน็ตคนนึงมันก็แวะมาหา จริง ๆ ก็เคยเจอ เคยไปกินข้าวอะไรด้วยกัน

มันก็ดูปกติดี เลยไม่คิดว่าจะนิสัยเสีย วันนั้นจะไปกินข้าวกัน เราเลยให้มารอบนห้อง

เพราะข้างล่างไม่มีที่นั่ง เราแค่แว่บไปเข้าห้องน้ำนิดเดียว ออกมาอีกที มันหายไป

พร้อมกับโทรศัพท์ 2 เครื่อง เงินสดอีกพันนึง (ดีนะ วันนั้นพกไม่เยอะ) ไอ้สเปรด

เราแจ้งตำรวจจับมันเลย ก็รู้เลขบัตรประชาชนมันด้วย เลยหาง่าย

ไปเจอหมวดหนุ่มหล่อค่อด ๆ แต่คดีก็เงียบไป เพิ่งมารู้ว่าอีหมวดมันเป็นเพื่อนกับเพื่อนในที่ทำงานด้วย

ยังคิดว่าคงหาตัวมันไม่เจอแน่แล้ว วันนี้จู่ ๆ อีหมวดเพิ่งโทรมา บอกว่าเจอตัวมันแล้ว จะให้จับดำเนินคดีรึป่าว

เราก็ด้วยความไม่รู้ ถามไปว่า จับแล้วมันก็จ่ายค่าเสียหายแค่นั้นเหรอ (เก๊าะตรูไม่รู้นี่หว่าว่าลักทรัพย์มันเป็นคดีอาญา)

อีหมวดบอกว่า ก็ต้องดำเนินคดีไปเรื่อง แต่ถ้ามันปฏิเสธก็ต้องไปว่ากันในชั้นศาล

ไอ้เราก็ลืม ๆ ไปแล้ว เพราะตอนนี้มีโทรศัพท์ใหม่ไฉไลกว่าเดิม แล้วก็คิดซะว่าทำทานให้น้องหมามันไป

กินเหล้ากับเพื่อนเยอะกว่านี้อีก เลยบอกหมวดว่าไม่ต้องไปจับมันแล้วล่ะ เราขี้เกียจไปขึ้นศาล

 

จะว่าไปมันก็น่าจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุดแหละนะ แต่ไม่อยากไปประจานความโง่ของตัวเอง

ที่ยอมปล่อยให้มันขึ้นมาบนห้องอ่ะ คงเป็นเพราะว่าเราไม่เคยคิดเรื่องขโมยของคนอื่นมั้ง

เลยไม่คิดว่าจะมีใครมาขโมยของเรา พอโดนเข้าสักทีก็เลยเพิ่งรู้ว่า คนที่มันขโมยของคนรู้จักกันเนี่ย

มันมีจริง ๆ นะ

 

แต่ที่ทำให้ทึ่งที่สุดก็คงเป็นเรื่องตำรวจนี่ละมั้ง ทั้งที่เกลียดตำรวจแทบตาย สุดท้าย พี่แกก็หาตัวคนร้ายเจอ

วู๊ววว ไม่นึกว่าจะทำได้นะเนี่ย เรื่องมันก็เป็นปีแล้วด้วย เราเองยังลืมไปแล้วด้วยซ้ำ แต่ยังไงก็ขอบคุณตำรวจดี ๆ

ที่อุตส่าห์ตามหาไอ้สลัดนั่นจนเจอละกัน

 

สุดท้ายต้องขอชมเชย สน.วังทองหลาง สายสืบเก๊งเก่ง ส่วนอีหมวดย้ายไปอยู่คลองหลวงซะแล่ว